Huahom's profileMy Blueberry NightPhotosBlogListsMore Tools Help

Windows Media Player

Huahom Huahom

Occupation

My Blueberry Night

แผ่นดินไหวในหัวใจ
April 06

หมกมุ่นกับงานหนังสือ

6 เมษายน 2552
ช่วงนี้ไปงานหนังสือบ่อยมากกกกกกกกก
บ่อยเหมือนไปทวงหนี้ใครสักคนในงาน

งานมี 12 วัน ไปมัน 5 ครั้ง
แถมคนที่ไปด้วยก็ไม่ซ้ำหน้า (ฟังดู hot)
แต่ละคนที่ไปด้วย นิจะมีบุคลิกในการซื้อหนังสือที่แตกต่างกันไป

ครั้งแรกสุดไปกับอีตาโบจัง
ไปกันวันอาทิตย์ (เพราะมนุษย์ทำงานก็มีช้อยให้เลือกแค่เนี้ย)
นัดกันแบบไม่ได้นัด ใครถึงทีหลังโทรหาคนที่ถึงก่อน
(เหมือนจะแข่งเล่นเกมโชว์อะไรสักอย่าง)

และโบจังก็ดูเหมือนจะเข้าใจกติกาดี
โบจังเป็นผู้ไปถึงก่อน
พอไปถึงก็โทรมาด้วยน้ำเสียงดีใจที่เป็นฝ่ายมาถึงก่อน
(ซึ่งจะดีใจทำไม ตลก)

พอวางหูไป
ก็โทรมาใหม่อีกที บอกว่า จะโทรมาให้ทำใจว่า คนเยอะมากกกกก
(นิก็โทรมาทำไม ตลกอีกละ)

แต่คนก็เยอะมากจริงๆ มากันอย่างกับจะมาเอาเช็กช่วยชาติ

นัดเจอกันที่ร้านสุชิตหนังสือเก่า
(โบราณได้อีก)
ก็เดินเลือกหนังสือกันไป

โบจังซื้อหนังสือเหมือนกับว่าที่ประจวบไม่มีร้านหนังสือ
ก็แน่ละซินะ อินเตอร์เน็ตก็ไม่มี ไม่ติด (ทั้งที่ประจวบและที่บ้านกรุงเทพ)

มือถือก็โดนกลั่นแกล้ง สัญญาณไม่มี
เพราะที่กรุงเทพ บ้านอยู่ใกล้ทักษิณ

โบจัง เดอะบาร์บาเรี่ยน เลยซื้อหนังสือเยอะมากกกกก
(สงสัยคงอยากจะเริ่มเป็นสุเมเรียน 55 ล้อเล่นนะๆ)

แถมซื้อแต่ละอย่าง นิหนักๆทั้งนั้น (ทั้งในแง่ขนาดของหนังสือและเนื้อหา)
และมักชอบซื้ออะไรที่ดูมีทีท่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
เช่น สนพ.ฟ้าเดียวกัน อะไรแบบนี้
แถมซื้อเข็มกลัดของฟ้าเดียวกันมา แล้วก็ไม่กล้าติดอีก
แบบว่า กลัวๆๆๆ
(แล้วซื้อมาทำไม 55 โบจังตลก)

พอครั้งที่สอง ไปกับหม่าม๊า
หม่าม๊าเป็นพวกเบื่อการไปงานหนังสือ (แล้วไปทำไม - -")
เนื่องจากที่บ้านมีหนังสือเยอะมากที่ยังไม่ได้อ่าน
ม๊ามักจะบอกว่า ซื้อทำไม ซื้อไปก็ไม่ค่อยได้อ่าน

แต่พอม๊าเห็น กระบะหนังสือที่เขียนว่า "20 บาททุกเล่ม"
ม๊าก็เกิดอาการตื่นเต้นดีใจกระดี้กระด๊าขึ้นมาทันที
ตรงปรี่เข้าไปเลือกอย่างเมามัน และได้มาเยอะมาก
แถมยังภูมิใจอีกด้วยว่า เนี่ย ซื้อตั้ง 6 เล่มยังถูกกว่าลื๊อซื้อเล่มเดียว
ก็ต้องยอมๆเค้าไป เค้าภูมิใจของเค้า

พอครั้งที่ 3 ไปกับเยโร โอเค
พาเยโรไปบูธหนังสือ Graphic ของพ่อหนุ่มศรีลังกาสองคน
หนังสือ Graphic น่ารักมาก แพทเทิร์นน่ารักๆเต็ม

แถมชั้นก็ยังเล็งไว้แล้วเล่มนึง ถูกทีเดียว เพราะพิมพ์เนื่องในโอกาสครบ 25 ปีของ Taschen
ก็กะว่าจะขอคุณพี่ศรีลังกาแกะดู
แต่ดูคุณพี่น่ากลัว นิดนึง
ประกอบกับภาษาอังกิดเป็นตะพาบน้ำ
สื่อสารไม่ค่อยได้ ไม่ค่อยได้ใช้นาน
และเงินก็ไม่ค่อยมี ก็เลยไม่ดูก็ได้ ไม่ซื้อก็ดี

แต่คุณพี่ศรีลังกา คงเห็นแววตากระเหี้ยนกระหือรือของชั้น
ก็เลยหยิบเล่มที่ชั้นเล็งแล้วแกะพลาสติกห่อออกมาให้ชั้นดู
ชั้นก็รู้สึกดีใจ ว่าเค้าใจดีจัง ขอบคุณเค้าไป
พอดูเสร็จ ชั้นก็วาง แหม มันไม่ค่อยสวยเท่าไร

คุณพี่ศรีลังกาพอเห็นชั้นวาง ก็ดูท่าทีเปลี่ยนนิดนึง
มาพูดกับชั้นว่า เนี่ย อุตสาห์แกะให้ดูเชียวนะ เพราะเห็นว่าคุณชอบ
ไม่เอาหรอ นี่ถูกมากเลยนะ
แล้วหน้าตาและน้ำเสียงพี่แกดูก๊าซโฮกมาก
ชั้นกลัวววววว

เลยได้แต่บอกเค้าเป็นภาษาอังกิดสำเนียงพัทยาไปว่า
"I don't have enough money"
เฮียแกก็ถามว่ามีเท่าไร
เลยบอกว่า 400 baht
เฮียแกชักสีหน้าเล็กน้อย
ชั้นก็ไม่อยากซื้อ กลัวววววว
แต่ถ้าไม่ซื้อ ก็กลัวอีก นิจะเอาระเบิดพลีชีพมาระเบิดตูป่ะเนี่ย
ดูก๊าซโฮกมาก

พยายามมองหาพี่ศรีลังกาอีกคนที่ดูอ่อนโยน johnson&johnson กว่า
แต่แกก็วุ่นวายกับลูกค้ามุมนู้น ดูแกช่วยอะไรไม่ได้

เลยมองหาเยโร
ซึ่งก็ไม่ช่วยอะไรชั้นเล้ย เดินไปดูหนังสือแฟชั่นไรก็ไม่รู้
ฮือๆๆๆๆ
ชั้นเลยต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการ Nianness
อาศัยทีเผลอที่พี่ก๊าซโฮก หันไปคุยกับอาเจ้ คนนึง
แอบวางหนังสือ และดึงเยโร ชิ่งหลบ
อะไรก็ไม่รู้ กลัววววว

ต่อจากเยโร ก็ไปกับแทนและพลอยในวันต่อมา
แทนดูเนือยๆ ประกอบกับง่วงๆ

แทนเลยแก้ง่วงด้วยการให้ชั้นฝึกพูดคำที่ออกเสียงยาก
lesson 1 "เช้ากินผัดฟัก เย็นกินฟักผัด"
อันนี้ยังง่ายอยู่ ทำได้กล้วยๆ

lesson 2 "กินมันติดเหงือก กินเผือกติดฟัน"
อันนี้ยังพอได้ แต่ก็ลำบากพอดู ต้องตั้งสมาธิรวบรมสติออกมาตั้งแต่ลิ้นปี่

lesson 3 "กินมันติดเหงือก กินเผือกติดฟัน กินทั้งมันกินทั้งเผือก ติดทั้งเหงือก ติดทั้งฟัน"
อันนี้ทำไม่ได้ ทำยังไงก็ทำไม่ได้ มักจะกลายเป็น "กินทั้งมันกินทั้งเหงือก ติดทั้งเผือกติดทั้งฟัน" ทุกทีเลย

ทำไม่ได้จริงๆ แบบว่า เหมือนสมองไม่สั่งการ
จนรู้สึกว่าตูมักผิดปกติกับเรื่องอะไรประมาณนี้
เช่น ห่อลิ้นไม่ได้ หรือทำตารวมไม่ได้
รู้สึกแย่ที่ตัวเองไม่มียีนส์ด้อย เฮ้ออ

พอแทนให้ชั้นฝึกพูด ซึ่งชั้นพูดไม่ได้ไปแล้ว
แทนก็ดูกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาบ้าง หื่อ!!

ก็เลยชักชวนน้องพลอยไปดูการ์ตูน
น้องพลอยก็บ้าซื้อการ์ตูนมาก
แถมซื้อแต่การ์ตูนหมึกจีนกับบงกช
สไตล์ "สาวชาวเกาะออเซาะหนุ่มฟรีสไตล์"
หรือ "เธอคนนี้ผมหวง" อะไรแบบนี้
ชื่อการ์ตูนดูเย้ายวนให้อ่านมากกกก

พอครั้งที่ 5 ไปกับแพท
แพทนิซื้อสไตล์ปัญญาชนนิดนึง
อ่านวง อ่านวินทร์
อ่าน novel ภาษาอังกฤษ

พอซื้อเสร็จก็ไปกินราเมงเตกันต่อที่สุขุมวิท
(หมกมุ่นกับราเมงเตจนได้บัตรสะสมแต้มมาละ
คุณเจ้าของร้านอาจจะเวทนาที่กินบ่อย )
พอกินเสร็จ แพทจะไปส่งบ้าน
ก็นั่งรถแพทกลับมาบ้าน
และลุ้นระทึกมาก
ไม่ใช่เพราะแพทขับไม่ดี
แต่ชั้นบอกทางไม่ค่อยเป็น

ไม่ใช่ว่าจำทางไปบ้านตัวเองไม่ได้
แต่ว่า มักจำไม่ได้ว่าควรเปลี่ยนเลนยังไง ตรงไหนมีเกือกม้า
ลูกผีลูกคนกันอยู่บนถนน
แถมลงทางด่วนผิดอีก ต้องไปวนรถกลับมา มึนๆ
สงสารแพทมากที่มาส่งเรา
หื่อ!! อย่างไรก็ตาม ขอบคุณมากนะฮ้า

เอนนี่เวย์,ตกลงนิเปิดท้อปปิกมาด้วยเรื่องอะไรก็ไม่รู้
แล้วก็จบลงด้วยอะไรก็ไม่รู้
(แต่โดยรวมคือมีแต่เรื่องตัวเอง)
เป็นชะนีที่หมกมุ่นแต่เรื่องตัวเองจริงๆ 55
February 01

รู้สึกดีดี๊ ดี่ดี ดี่ดี

สวัสดี
 
วันนี้รู้สึกดี
เป็นความรู้สึกดีที่มากับข่าวสาร
มากับโปสสะก๊าดที่ยังไม่ได้
มากับความคิดถึงตามสายลม
และมากับความสุขจากปลายสาย
 
55555
น้ำเน่า เนอะ
สงสัย คาร์บอนไดออกไซด์ในน้ำเยอะไป
 
แต่ว่าทำไมความหวานในหัวใจ
มันน่าจะทำให้น้ำตาลในเลือดสูง
แทนที่จะทำให้คาร์บอนไดออกไซด์ในน้ำสูง
 
มิใช่หรือ...
December 12

The Haunted Shop

สวัสดี

วันนี้วันพฤหัส

วันที่น่าเบื่อที่สุดในโลก

วิชาเรียนน่าเบื่อมากจนไม่อยากไปเรียน

แถมอากาศก็ดี๊ดี เหมาะกับการนอนอยู่บ้านสุดๆ

ก็เลยนอนอยู่บ้านมันซะเลย

555 เปล่าๆ ก็ไปเรียนตามปกตินั่นแหละ เลทนิดๆหน่อยๆ พองาม

เรียนเสร็จก็นั่งรถเมล์กลับบ้านไปดูอาการหม่าม๊า

แต่ความที่กินยาแก้หวัดเลยนั่งหลับ (แอบคล้องจองกันนิดนึง)

เลยไปถึงเซนทรัลพระรามสอง แหล่งรวมเด็กจิ้ง และโอกาสแห่งการหูหลุดจากเจ็ดสีคอนเสิร์ต

ก็เลยเอาวะ แวะเซนทรัลซื้อกับข้าวและของเข้าบ้าน (นี่..เป็นไงละ เดี๋ยวนี้เป็นแม่บ้านมั่กๆ)

ระหว่างทางไปซุปเปอร์ ก็เดินผ่านร้านขาย DVD เปิดใหม่เอี่ยมอ่อง

เป็นร้านดีวีดีที่นำพาความประทับใจมาให้มากมายจริงๆ

ร้านก็เล็กๆ จัดน่ารัก ดีวีดีแน่นๆอัดๆอยู่กันแบบปลากระป๋องดี

แถมร้านก็ไม่มีคนเลย (ไม่มีลูกค้าสักคน ซึ่งเป็นลางดีหรือเปล่าก็ไม่รู้)

ไม่เปิดเพลงเสียงดังแล้วแทรกด้วยคำพูดของดีเจสาวที่พยายามบีบเสียงให้เซกซี่ด้วย

ดีวีดีก็ถูกอย่างเหลือเชื่อ แถมหนังดีสุดๆ อาจจะต้องใช้เวลาในการคุ้ยเล็กน้อย

แต่จะได้หนังดีๆอย่าง The Lovers ,Clean,Udon ,28 Gram หรืออะไรอีกมากในราคาไม่เกินร้อยบาท

เลยซื้อกระจาย ประสาอัดอั้นตันใจ ไม่ได้ช้อปปิ้งมานาน

หมดไปหกแผ่น เพียงแค่ 285 บาท

คุ้มค่าราคาประหยัดจริงๆ

แถมในบางครั้งก็มีแพ๊คทรีมาในราคา 99 บาท (ตกเรื่องละ 33 บาทเท่านั้น)

ถูกกว่าซื้อหนมหมีโคอาล่าปนเปื้อนสารเมลามีนที่ตลาดเก่าอีก

ความประทับใจพุ่งปรี๊ด เหมือนค้นพบสัจธรรมหนึ่งในชีวิตเลยทีเดียว

เสียอย่างเดียวถ้าพนักงานในร้านไม่ขี้หลีจะดีมากกก

คือตอนเข้ามาในร้าน ร้านโล่งมาก มีแต่ชั้นกับพนักงานหนุ่มสองคน

ชั้นก็เดินดูของไปเรื่อยๆ สบายๆ ไม่คิดอะไร

สุนทรีย์ถึงขนาดที่ว่า ปกติชั้นซึ่งเป็นคนใช้เงินค่าโทรศัพท์อย่างประหยัด

 ยังอุตสาห์โทรหาเพื่อนเลยว่ามีอะไรจะฝากซื้อมั้ย

แต่พอเดินไปได้สักพักก็รู้สึกได้ถึงสายตาอำมหิตด้านหลัง

คือมีอีตาพนักงานหนึ่งในสองคนเดินมาจัดของที่เชล์ฟ

จัดไปจัดมาก็พยายามจะมาชวนชั้นคุย

ถามนู่นถามนี่

ไอ้ชั้นก็นึกว่าเป็นการเทคแคร์ลูกค้า แต่พอพินิจไปนานๆ เริ่มไม่มั่นใจ

ตอนแรกๆก็ยังแนะนำหนัง

เรื่องนี้เคยดูยังครับ

ส่งหนังเกาหลีมาให้ชั้นเรื่องอะไรไม่รู้ ดูป่วงๆ

ชั้นก็บอกไปตามตรงว่าไม่เคยดูคะ แต่ไม่ค่อยสนใจหนังเกาหลีกระแสหลัก

อีพนักงานงงไปเล็กน้อย อาจสงสัยว่าหนังเกาหลีมันมีกระแสรองด้วยหรอ

แต่ยังไม่ละความพยายาม ส่งเรื่อง serendipity ที่จอน คูแซค เล่นกับเคต เบคคินเซล

ซึ่งชั้นไม่เคยดู แต่ชั้นตาไว เห็นหน้าปกเขียนว่า 59 บาทเท่านั้น

ใจจริงก็อยากได้ แต่จะเอาก็เสียฟอร์มอยู่

เดี๋ยวอีนี่จะได้ใจ และเดี๋ยวจะแนะนำหนังไม่หยุดไม่หย่อน

ชั้นเลยบอกไปว่า เคยดูแล้ว

แต่ใช่ว่าชั้นบอกไปแล้วอีตานี่จะเข้าใจ เป็นพม่า ฟังภาษาไทยไม่รุ้เรื่องป่ะเนี่ยยย

เขายังคงพยายามอยู่ต่อไป

เป็นได้ว่าอีตานี่อาจยึดคติความพยายามอยู่ที่ไหนความสำเร็จอยู่ที่นั่น

คราวนี้เปลี่ยนแนว ส่งหนังฝรั่งเรื่อง James Bond ตอน Dr.No มาให้ชั้น

ซึ่งชื่อภาษาไทยว่า "เจมส์ พันธบัตร ตอนคุณหมอปฏิเสธ"

อยากจะหัวเราะกับชื่อภาษาไทยมากกกกก

แต่กลัวจะกลายเป็นการเปิดประเด็นให้ดูมีไมตรีเกิดขึ้น

ก็ปฏิเสธไปให้สมกับชื่อตอนว่า ที่บ้านมีครบเซตแล้วคะ เจมส์ บอนด์

ซึ่งก็เป็นความจริง เพียงแต่ชั้นยังไม่เคยดูเท่านั้นเอง

คือมาถึงวินาทีนี้ชั้นอยากจะเลือกหนังแบบสงบเงียบจะได้มั้ย

ไม่ได้ต้องการใครสักคนมาแนะนำหนัง

ดูเอาเองก็ได้ อ่านชื่อหนังที่เป็นภาษาไทยออก ชื่อภาษาอังกฤษก็เข้าใจ

อยากจะเหวี่ยงไปเหมือนกัน

แต่ม๊าสอนให้ peaceful กับคนรอบข้างเอาไว้

(เพราะหลังๆ ไม่ค่อยมีคนคบ ม๊าเลยเป็นห่วง)

เลยคิดideaออกว่าจะใช้ไม้ตายเดิมที่เคยใช้เพื่อหนีคนที่ไม่ประสงค์จะเสวนาด้วย

นั่นก็คือ การเดินเร็ว

แต่ลืมคิดไปว่า ร้านมันเล็ก เดินเร็วยังไงก็หนีไม่พ้น

ก็เลยเปลี่ยนเป็น กลยุทธ์วางกระเป๋าขีดพรมแดน

แต่เค้าก็ยังอ้อมมาอีกทางหนึ่งได้ (นี่ทำไมชั้นต้องเหน็ดเหนื่อยวาง strategy ขนาดนี้เนี่ย)

คราวนี้เปลี่ยนแกวมาถามชั้นว่าชอบดูหนังประเภทไหน

ชั้นก็ยิ้มแห้งๆไป โดยไม่ตอบอะไร

จะแกล้งเป็นใบ้ก็ไม่ทันแล้ว เพราะได้มีการเจรจาพาทีปฏิเสธหนัง 3 เรื่องที่ตานี่ประเคนมาให้แล้ว

ตานี่ยังยิงคำถามประเภทที่ว่า ชอบดูหนังหรอ

(ก็ชอบซิวะ นี่ร้านขาย DVD ไม่ใช่หรอ ชั้นว่าชั้นไม่ได้ illusion ไปเองนะว่าเดินเข้าร้าน DVD)

จนเริ่มเขยิบคำถามมาในวงแคบเรื่อยๆว่า เรียนที่ไหนเหรอ บ้านอยู่แถวนี้หรอ

ซึ่งชั้นไม่ได้ตอบอะไร

ก็ยังไม่ละความพยายาม วนคำถามกลับไปที่เดิม ประมาณว่า ชอบดูหนังแบบไหนจะได้แนะนำถูก

ชั้นก็พยายามเช่นกันในการภาวนาให้อีนี่เกิดท้องเสีย ปวดท้อง ไมเกรนมา หรือว่าเจ้านายเรียก

แบบว่า ปล่อยกูไปเหอะ นี่แทบจะร้องเพลง "พื้นที่เล็กๆ" ของพี่บอยตรัยให้อีตานี่ฟังเลยนะ

หนทางเดียวคือตัดสินใจเดินไปจ่ายเงินอย่างหงุดหงิดใจเล็กน้อย 

พอตอนมาจ่ายเงิน พนักงานในร้านซึ่งตอนชั้นเข้ามา มีพนักงานอยู่สองคน

ตอนนี้พนักงานเหลืออยู่คนเดียว คืออีตานี่

กลายเป็นว่า ทั้งร้านเหลือชั้นกับตานี่ อยู่กันสองตาสอง

แถมมันต้องเป็นคนคิดตังค์ให้ชั้นอีก

คือปกติแล้วชั้นถือคติว่า ถ้าจ่ายเงินกับแคชเชียร์คนไหน มันเปรียบได้กับทำบุญร่วมกัน ตักบาตรร่วมขันกับเขา

เหมือนมีพันธกิจร่วมกันอะไรบางอย่าง

ชาติหน้าจึงอาจได้เจอกัน

(ดังนั้นเวลาไปพวกซุปเปอร์ชั้นจะเลือกแคชเชียร์ช่องที่ชั้นอยากจะเจอในชาติหน้า

แต่มาในเวลานี้ชั้นไม่สามารถเลือกแคชเชียร์ได้)

โอ้ ปวดใจจริงๆ

ไม่รู้จะทำอย่างไร เลยได้แต่พยายามไขว้นิ้วไว้ด้านหลัง

ทำเหมือนอุ๊บอิ๊บๆๆ

เผื่ออุ๊บอิ๊บๆ จะช่วยคลายพันธกิจในการเกิดมาเจอกันในชาติหน้าของชั้นกับตานี่ได้

เช็กบิลไปก็กลั้นหายใจแทบตาย เหงื่อกาฬก็แตกพลั่ก

(เพราะคิดเอาเองว่า การไม่ต้องแชร์ลมหายใจกับใคร มันจะทำให้เราไม่ต้องเจอกับคนนั้นอีก)

จนอีตานี่อาจคิดว่าชั้นไม่มีเงินจ่าย

ชั้นก็รีบจ่ายเงิน พอรับของและเงินทอนเสร็จ อีตานี่ก็เอ่ยขึ้นมาว่า

"ขอโทษครับ อยากรู้จัก พอจะมีเบอร์ติดต่อบ้างไหม"

ชั้นก็ยิ้มๆ เปิดกระเป๋าตังค์

บอกเบอร์ไปว่า 1100700562726 แล้วรีบชิ่งเดินเร็วจากมา

เบอร์ที่ให้ไปนั้นคือเลขประชาชน

ไปติดต่อนายอำเภอเอาเองละกัน

พอกลับมาถึงบ้าน

เล่าให้ม๊าฟัง ม๊าบอกว่าแปลก อะไรจะมาขอเบอร์กันง่ายๆ กลางห้าง

ม๊าบอกว่าคราวหน้าคราวหลังให้ระวังตัวด้วย

คงไม่มีคราวหลังอีกแล้วละ

ถ้าจะไปอีกคงต้องให้คนไปดูลาดเลาไว้ก่อนว่าพ่อหนุ่มแคชเชียร์ผู้นี้อยู่หรือไม่

เฮ้อ แต่คิดไปคิดมาก็ดีนะ ชั้นเลยได้แรงบันดาลใจแต่งเรื่องสั้น Haunted Shop

แข่งกับ Haunted House หนังและนิยายดังเสียเลย

ป.ล.

ระวังไว้ให้ดีเถอะ มันจะมาหาคุณ...ฮึ...ฮึๆๆ

October 30

เมื่อความคิดถึงดึงชายเสื้อ

สวัสดี
วันนี้ได้พบเจอใครบางคน
ที่หวังจะได้พบเจอมาแสนนาน
พอได้มาพบเจอ
 
วันคืนเก่าๆมันพัดขึ้นมาในห้วงคิดคำนึง
กลิ่นความทรงจำที่แสนดีกลับมาอีกครั้ง
 
ฟังดูน้ำเน่า
ฟังดูแสนจะ nostalgia โหยหาอดีต
ฟังดูแสนจะเป็นอุดมคติเลี่ยนๆแบบพวกชนชั้นกลาง
แต่แม่งจะเป็นไงก็ช่าง
ก็นะ มีความสุขนิหน่า
 
แน่นอนมันไม่ได้สุขแบบดอกไม้บาน หิมะโปรย
แต่มันสุขคล้ายๆกับหิมะตกในฤดูใบไม้ผลิ
เป็นความสุขแบบไม่น่าเชื่อ..ว่ามันจะเกิดขึ้นจริง
 
จริงอยู่ ไทม์แมชชีนไม่มีอยู่จริง
เวลามันย้อนกลับมาไม่ได้
แต่ชั้นนั้นคิดเล่นๆว่าความคิดถึงมันไม่ได้เป็นสิ่งที่อยู่ในห้วงของเวลา
ความคิดถึงไม่ได้ปรากฏตัวเป็น linear
ความคิดถึงมีนิสัยค่อนข้างเอาแต่ใจ
จู่ๆจะโผล่มาก็โผล่
และก็คอยแต่จะดึงชายเสื้อ
ร้องกระจองอแง
ทำให้ชั้นอดจะสนใจมันไม่ได้
 
...ร้ายกาจจริงๆ
 
แต่ไม่เป็นไร
ดึงไปเถอะ
ถึงเสื้อจะขาด
 
ชั้นก็มีตัวใหม่เตรียมไว้แล้ว...
 
 
 
 
 
October 02

ในที่สุด

สวัสดี
ในที่สุด รางวัลยังไทย ใส่ผัก ไม่ใส่หมูก็ประกาศผลแล้ว
ทุกอย่างเป็นไปตามความคาดหมายคือ
 
ชั้นไม่มีรายชื่ออยู่ในผู้เข้ารอบใดๆเลย
 
ถามว่าเสียใจมั้ย ก็เสียใจนะ
ถึงแม้ว่ามันจะเป็นไปตามความคาดหมายก็ตามแต่
เพราะชั้นเองชั้นก็รู้ว่าชั้นไม่ได้ทุ่มเทไปให้มันดีพอ
ไม่ได้ทุ่มเททั้งในแง่ไอเดีย หรือระยะเวลาให้คุ้มค่า
 
แต่ถึงอย่างไรก็ตาม
ชั้นก็อดถามตัวเองไม่ได้ว่า
หรือชั้นจะไม่มีพรสวรรค์ด้านนี้
 
จริงอยู่ ถึงแม้ว่าชั้นจะส่งงานเขียนไปประกวดกับเค้าแค่สองครั้ง
ก็คือ อี young thai artist awards
กับอีกอันหนึ่ง คือ จุดประกายวรรณกรรม
ปรากฏว่า ไม่ติดทั้งสองงาน
ซึ่งความจริงมันก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ชั้นไม่ได้ทุ่มเทเวลาให้มากพอ
เขียนแบบรีบๆ เขียนแบบหวังผลว่าให้เสร็จๆ
เลยอาจไม่ได้ใช้วัตถุดิบด้านหัวใจมากพอ
 
แต่นอกจากการประกวดที่รีบๆทั้งสองงานนี้แล้ว
ชั้นยังเคยส่งงานเขียนไปให้กองบ.ก.ของนิตยสารชื่อดังสองที่
ก็คือ a day ละก็ Bioscope ลองอ่านดูผ่านอีเมลล์
 
แต่คนทั้งคู่ ซึ่งก็คือ คุณทรงกลด และคุณธิดา ผลิตผลการพิมพ์
ก็เงียบหายไป ไม่แม้แต่จะส่งเมลล์มาปฏิเสธ หรือติ อะไร
ซึ่งก็เข้าใจว่างานเขาก็คงยุ่ง
แต่เราก็รู้สึกว่า เออ มันความฝันของเรานะ
เขาน่าจะรู้สึกว่า มันมีความหมายอะไรบ้าง
อย่างน้อยก็คงจะดี
 
แต่นี่แม้แต่จะปฏิเสธ ก็ไม่มี มันดูคลุมเครือมากๆ
เลยไม่รู้เลยว่า ฟีดแบ๊กมันเป็นเช่นไร
 
หรืออันที่จริงแล้ว ความฝันของชั้นมันงี่เง่าเกินไป
 
หรืออันที่จริงแล้ว ชั้นเองไม่ได้มีคุณสมบัติหรือพรสวรรค์เพียงพอในด้านนี้
มันเป็นคำถามที่เจ็บปวดจริงๆนะ
 
ว่าถ้าคุณรัก แต่ถ้าคุณไม่มีศักยภาพ มันจะทำอย่างไร
 
ถามว่า ตอนนี้ชั้นท้อมั้ย ไม่รู้สิ
มันไม่เชิงว่าท้อนะ
เพราะอันที่จริง ถ้าเทียบกับนักเขียนใหญ่ๆ ทั้งหลายแล้ว ชั้นนิแทบไม่ได้สู้อะไรเลย
คนพวกนั้น กว่าจะมาถึงจุดนั้นได้ เค้าก็ผ่านการถูกโยนงานเขียนมามาก
แต่ชั้นถูกโยนทิ้งไปสิ่ครั้ง ก็สำออยเสียละ
ช่างน่าสมเพชตัวเองจริงๆ
 
บอกตามตรงชั้นไม่ได้ท้อหรอกนะ
แต่ชั้นแค่ รู้สึกว่า identity ของชั้นมันสั่นคลอน
มันเป็นความกลัวอยู่ลึกๆ ว่าศักยภาพของตัวเราเองจะมีขีดจำกัด
และเราได้ไปถึงขีดจำกัดนั้นแล้ว
สำหรับชั้นมันเป็นเรื่องที่น่ากลัวมากๆเลยนะ
ภาวะไร้แรงบันดาลใจเนี่ย
มันบั่นทอนตัวตนของเราจริงๆ
 
มันไม่ทำให้เรานึกอยากอะไร กระตือรือร้นอะไรเลย
ซึ่งปกติแล้ว ชั้นจะเป็นคนที่ think positive กับชีวิตมาก
ถึงอย่างไรมันก็ยังมีคำว่า  ความหวังในนามของวันพรุ่งนี้
และโดยปกติแล้ว ชั้นจะมีความสุข และแรงบันดาลใจได้ง่ายมากๆ
ถ้าเบื่ออย่างหนึ่ง ก็ไปทำอีกอย่าง
รู้สึกว่า โลกนี้มันแสนสนุก มีอะไรให้เราเรียนรู้มากมาย
มีเรื่องราวอีกมาก ที่จะให้เรากระโจนเข้าไปมีปฏิสัมพันธ์
 
แต่หลังๆมานี้ ชั้นเกิดอาการ เสื่อมสมรรถภาพทางแรงบันดาลใจขั้นสุด
วาดรูปไม่ได้ คิดงานไม่ออก ไม่แม้แต่จะเขียนหนังสือ
อาการตกหลุมรักโลกใบนี้มันหายไปไหนไม่รู้
 
ไม่ใช่ว่าจู่ๆชั้นก็ dark side เข้าครอบงำนะ
แต่มันเป็นภาวะที่นิ่งๆกับทุกสิ่ง
 
แล้วยิ่งหลังๆ มานี้ งานเขียนถูก comment จากอาจารย์หลายท่าน
ซึ่งคอมเม้นท์นี้มันดีนะ เราก็จะได้พัฒนาตัวเอง
อย่างน้อยมันก็ยังมีฟีดแบ๊ก
 
แต่คอมเม้นท์เหล่านี้ในแง่หนึ่งก็สั่นคลอน identity ของชั้น
"ปีสี่มานี้ มลเขียนงานได้ระดับของมาตรฐานที่ต่ำลงนะ"
"เอ่อ... มลบางที มลก็ focus ไม่ค่อยตรงจุดนะ"
"มล มีแนวโน้มที่จะอ่านหนังสือเยอะและหลากหลายมาก แต่มลต้องกรองให้มันมาเข้าประเด็นให้ได้"
บลา บลา บลา
 
มันเป็นอุปสรรคที่ยิ่งใหญ่ที่ชั้นต้องก้าวข้ามไปให้ได้
แล้วยิ่งเวลาทำเต็มที่ แล้วยังรู้สึกว่า ไม่ดีพอ
มันยิ่งปวดใจ
อย่างอีงานยังไทย ใส่ผักไม่ใส่หมู ถามว่าปวดใจมั้ย ก็ปวดใจนะ
แต่อันนั้นก็รู้ตัวว่ายังไม่เต็มที่
 
แต่มางานเขียนส่งอาจารย์ ที่ถูกตำหนิ จากอาจารย์ผู้เคยให้ระดับคะแนนเราไว้สูงลิบลิ่วเมื่อเทอมที่แล้ว
แล้วเทอมนี้เราก็ทำเต็มที่ ในระดับที่ตัวเองรู้สึกว่า ขยันกว่าเทอมที่แล้วอีก
แต่กลับได้ ฟีดแบ๊กที่บอกว่า พัฒนาการลดถอยลงจากปีสาม
 
อืม รู้สึกอย่างกับอยู่บ้านอะคาเดมี่
ซึ่งอาจารย์ เค้าก็ดีมากนะ ที่ติ เรา เราจะได้ไปปรับปรุงตัว
เพียงแต่ตอนนี้ ไอ้เจ้าการปรับปรุงตัวนั่นแหละที่จะทำอย่างไร
เราจะ balance ตัวเองกับสิ่งที่อ่านได้อย่างไรกัน
บางทีความขยันและการทุ่มเทมากไปก็ไม่ใช่สิ่งที่ดี
 
อะไรคือทางสายกลางกันละ
แล้ว let it be มันคืออะไรกัน
มันต้องไม่ใช่การปล่อยตัวเองให้ไหลไปแบบไม่รับผิดชอบกับตัวเอง
แต่มันก็ต้องไม่ใช่การบีบตัวเองจนเกินไปเหมือนกัน
ความพอดีมันอยู่ตรงไหน
 
ตอนนี้ชั้นเริ่มรู้แล้วว่า
บางทีไอ้ชีวิตที่ชั้นเป็นมาตลอดระยะเวลาราว สามสี่ปีมานี้
ชีวิตที่วาดรูป อ่านหนังสือ ฟังเพลง ดูหนัง ดูสารคดี
ชีวิตที่เข้าไปสู่เรื่องราวต่างๆของโลก
มันกำลังจะถึงจุดอิ่มตัว
หากชั้นยังกรองไม่เป็น
หากชั้นยังมีทัศนะ ที่หวังผลประโยชน์ไว้ก่อนเป็นที่ตั้ง
ชั้นก็คงไม่ประสบผลสำเร็จแน่ๆ
 
ชั้นคงจะต้องยอมรับว่า
ไอ้งานเขียนที่ชั้นส่งไป ยังไทย ที่มันไม่ได้
ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะ ว่า กรรมการ เค้าต้องรู้สึกแน่ๆว่า ชั้นก็แค่เขียนให้จบๆไป
เขียนให้ครบหกเรื่อง และส่งให้ทันเวลาไปก่อน
ถึงแม้บางเรื่องจะไอเดียดีแค่ไหน แต่มันอาจไม่ได้มาจากอารมณ์จริงๆ
มันอาจจะเป็นการวางแผนมากเกินไป
 
คำของพี่ไกรอาจจะเป็นจริงก็ได้
ที่บอกว่าให้ชั้นเลิกวาดรูปแบบพวกสีโปสเตอร์ที่เป็นแพทเทิร์น
ถึงมันจะน่ารัก
ถึงมันจะสวย
แต่มันไม่ feel
 
พี่ไกรบอกให้ชั้นเลิกเรียน แล้วมาวาดรูปจริงจัง
ชั้นเข้าใจแล้ว ว่าไม่ได้หมายถึงให้ชั้นดรอป
แต่หมายถึงให้ชั้นเลิกวิถีชีวิตที่ทำโดยไม่ feel สุดๆ
ให้ชั้นหันมาหาชีวิตที่ ฉวยเฉพาะแรงบันดาลใจในวินาทีนั้น
แล้วขยายวินาทีเดียวแห่งแรงบันดาลใจ
ออกมาเป็นวินาทีแห่งนิรันดร์ในงานเขียน หรือภาพวาด
 
ชั้นน่าจะ feel กับชีวิตให้มากกว่านี้
แต่จะทำอย่างไรละ
ในเมื่อตอนนี้ไม่มีภาวะตกหลุมรักกับโลกใบนี้เท่าไรเลย
แรงบันดาลใจมันไม่มาจริงๆนะ
 
ใครก็ได้ช่วยมาปรากฏตัวให้ชั้นตกหลุมรักหน่อย
 
 
There are no photo albums.